
โคตรมหากาพย์ประวัติศาสตร์ปาฏิหารย์ส่ง เชลซี สู่แชมป์ยุโรป !!
..........มันเป็นอะไรที่เหนือคำบรรยายจริงๆ ครับสำหรับเกมเมื่อวาน ผมยอมรับว่าในปีนี้ผมรู้สึกท้อไปหลายครั้งบนเวทียุโรปก่อนที่ทีมจะเถลิงบรรลังก์แชมป์มาได้แบบเหลือเชื่อ.. ไล่ตั้งแต่ตอนพ่าย นาโปลี 3 - 1 ที่ ซาน เปาโล ชั่วโมงนั้นแม้ว่าจะเชื่อลึกๆ ว่ายังมีโอกาส แต่มองจากภาคปฏิบัติความเป็นไปได้หาแทบไม่เจอ
ไม่มีใครเคยคิดเคยฝันว่า โรแบร์โต้ ดิ มัตเทโอ้ ที่เข้ามาเป็นกุนซือขัดตราทัพจะพาทีมประสบความสำเร็จเช่นนี้ อยู่กับสโมสรในฐานะเฮดโค๊ชโดยมีเวลาเพียง 2 เดือนกว่าๆ แต่ว่าสามารถเสกแชมป์ เอฟเอ คัพ กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ให้กับทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" จนน้ำตาของแฟนบอลต้องไหลริน

วินาทีที่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา เดินมาพร้อมกับลูกบอลก่อนจะวางลงที่พื้นสนามอย่างใจเย็นทำเอาผมนึกถึงตอนที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด กับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ยิง 2 ประตูโทนสุดสำคัญให้ทีมผ่าน นาโปลี มาในชนิดที่เรียกได้ว่า "ปาฏิหารย์" อย่างเต็มปาก..
หากไม่มีเกมที่กระชากอารมณ์ของแฟนๆ ได้ในนัดที่ชนะ นาโปลี 4 - 1 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เราคงไม่ได้ จอห์น เทอร์รี่ กับ แฟรงค์ แลมพาร์ด ยืนชูถ้วยคู่กันเหมือนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา.. คำว่า "ถ้า" สามารถใช้ได้เสมอไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ และไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายต้องเดินจากไปอย่างผู้แพ้
และที่สำคัญ.. ประวัติศาสตร์เลือกจารึกทีมที่เป็นแชมป์หาใช่ทีมที่เล่นได้ดีกว่า.. ต้องยอมรับครับว่าเกมนี้ บาเยิร์น มิวนิค เล่นกันได้ดีมาก กดดันใส่นักเตะ เชลซี จนหลายๆ จังหวะโงหัวไม่ขึ้นเหมือนกัน ยังดีที่คู่กลางอย่าง แลมพ์ และ โอบิ มิเกล ที่เล่นดีเป็นพิเศษในวันนี้ใช้ความนิ่งเผชิญแรงกดดันได้อย่างน่าชื่นชม
พอกล่าวถึงรอบที่ผ่านมาก็ทำเอาผมนึกถึง เบนฟิก้า กับ บาร์เซโลน่า ไม่ได้ครับ.. นี่คือส่วนหนึ่งในเส้นทางก่อนการเดินหน้าสู่ อัลลิอันซ์ อาริน่า และมีเรื่องให้จดจำมากมาย.. แม้ว่าเกมที่พบกับ "เหยี่ยวลิสบอน" จะไม่เหนือความคาดหมายนัก แต่ว่าพวกเขาก็เล่นกันได้ดีจนทำให้ เชลซี ต้องพบกับปัญหาที่ใหญ่ไม่แพ้กัน เรียกว่าเข้ารอบก็จริง แต่ก็จัดว่าหืดจับอย่างถึงที่สุด
นักเตะระดับ ออสก้า คาร์โดโซ่ หรือ นิโคลัส ไกตั้น แสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือของจริง ไม่ได้เหมือนนักเตะอีกหลายๆ คนที่ในเกม Football Manager โหดขั้นเทพแต่ว่าตัวจริงฟอร์มคนละเรื่อง อารมณ์ประมาณเก่งด้วยผลงานในสนามโดยไม่ต้องหวังที่แจ้งเกิดจากยูทูปที่ทำเอาหลายๆ คนโดนเรียก "ของปลอม" มานักต่อนัก
ส่วนนักเตะของ เชลซี เอาจริงๆ ผมมองว่าจุดสูงสุดปีสุดท้ายของพวกเขาคือตอนที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2009 - 10 นะครับ.. แลมพาร์ด ทั้งยิงทั้งแอสซิส เจทีกับเช็กช่วยกันจนทำสถิติคลีนชีทมากที่สุดในลีก แถมทางด้าน ดิดิเยร์ ดร็อกบา ก็คึกจัดซัลโวเป็นว่าเล่นพร้อมการันตีตำแหน่งดาวซัลโวประจำฤดูกาล
เรียกได้ว่าใช้ความเก๋า + รีดศักยภาพออกมาได้มากที่สุดเท่าที่พอจะทำได้.. แล้วพอปีต่อมาต้องเสียนักเตะอย่าง เดโก้ ซูซ่า กับ ไมเคิ่ล บัลลัค ไปก็เลยอย่างที่เห็น ขาดตัวหลักไปแถม ฟลอล็องต์ มาลูด้า ที่เคยยิงเป็นเข้ากลับถูกมอบฉายา "เมพด้า" คืนให้อีกครั้ง
จากจุดนั้นถึงตอนนี้ เชลซี เลยจุดพีคไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ครับ.. ที่มากันถึงตอนนี้เล่นด้วยสปิริตกับความเก๋าล้วนๆ แถมยังมี "ดวง" ที่เป็นโคตรปัจจัยหลักตั้งแต่ตอนเจอกับ บาร์เซโลน่า ในแบบที่ว่า 2 เสา 2 คานก็เป็นอีก 1 พระเอกในแนวรับไม่แพ้ เพตเตอร์ เช็ก เช่นกัน
ก่อนที่เกมนี้จะลงเตะผมเดินทางจากรามอินทรากลับถึงบ้านเจอวินมอร์เตอร์ไซต์รับจ้างที่คุ้นๆ หน้าผมดีทักทายว่า "แฟนเชลซีๆ คืนนี้ชนะมั้ย ?" ผมยิ้มด้วยความประทับใจก่อนชูมือพร้อมตอบออกไปอย่างหนักแน่นว่า "แชมป์ครับ !"
เรียกว่าตอนนั้นมั่นใจจริงๆ ครับว่าทีมจะได้แชมป์ เพราะมันมีแรงผลักดันหลายๆ อย่างที่จะตามมาหากวืดในปีนี้ แต่ว่าพอเกมออกสตาร์ทไปทำเอาจิตใจผมฝ่อไปพอประมาณ ไม่คิดว่าจะเล่นสู้ไม่ได้ขนาดนี้ แถมจังหวะสวนกลับก็เล่นสปีดเกมไวๆ ไม่ได้เพราะขาดนักเตะ "สไตล์ช้า" อย่าง รามิเรส ไป..
นักเตะที่ลงมาแทนอย่าง ไรอั้น เบอร์ทรานด์ อาจจะสอบตกในเกมรุกเพราะยังน้อยประสบการณ์ + ต้องเจอ ฟิลลิป ลาห์ม ที่ผ่านเกมระดับนี้มามากโข แต่ว่าโดยรวมแล้วแกมีส่วนร่วมอย่างมากในการลงมาช่วย แอชลีย์ โคล จัดการกับ อาร์เยน ร็อบเบน ได้ดีในระดับหนึ่ง ถือว่ามีความดีความชอบเหมือนกันครับ อนาคตดูแววแล้วโอกาสที่จะมาเป็นตัวแทน แอชลีย์ โคล ไม่ยากเกินไปนัก

ที่น่าตกใจคือนักเตะที่ไม่คิดว่าจะเล่นได้ดีอย่าง โชเซ่ โบซิงวา กลับทำผลงานได้ดีเกินคาด แถมยังเป็นคนแย่งซีนตอนชูถ้วยอีกต่างหาก แต่ก็จิกกัดแกไม่ลงครับ ออกแนวฮามากกว่า รับใช้สโมสรมา 4 ปี แม้จะมีช่วงขาขึ้นขาลงและเป็นคนที่น่าตำหนิในแผงเกมรับที่สุดในปีนี้กลับเล่นได้ดีมากในแมทชิงชนะเลิศถ้วยยุโรป
อีกคนนึงที่ไม่ชมไม่ได้ก็คือ จอห์น โอบิ มิเกล ที่เลยจุดดาวรุ่งมาราวๆ 3 ปี ในที่สุดก็สลัดคราบดาวเตะเจ้าอารมณ์ที่เข้าบอลโง่ๆ และจ่ายแต่ลูกง่ายๆ ออกไปได้สำเร็จ.. สถิติการผ่านบอล 91% ในปีนี้ไม่ใช่เรื่องที่ฟลุ๊ก แต่ต้องยอมรับว่าการใช้หน่วยก้านที่สูงใหญ่บังบอล รวมถึงดึงจังหวะออกบอลอะไรต่างๆ ทำเอาหลายคนประหลาดใจเหมือนกันครับ เพราะปกติหลายๆ ครั้ง มิเกล เป็นนักเตะที่เล่นได้ดีแต่ก็ไม่เคยดีที่สุด
ทว่าเกมนี้สามารถเลยจุดนั้นออกไปได้ พอโตขึ้นคนเรามีแนวคิดอะไรต่างๆ ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง รู้จักสัจธรรมของโลกมากขึ้นแล้วก็คิดวิเคราะห์ได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร.. ณ ตอนนี้ผมเรียกได้อย่างไม่ต้องเขินว่า โอบิ มิเกล เป็นนักเตะอาชีพที่โตเต็มวัยและมีความฉลาดในการเล่นอย่างไม่ต้องสงสัย
เหนือสิ่งอื่นใดต้องชมทุกๆ คนที่ร่วมแรงร่วมใจจนผ่านเข้ามาจนถึงจุดนี้.. โดยเฉพาะ "Class of 2004" อย่าง เพตเตอร์ เช็ก, จอห์น เทอร์รี่, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่เป็นตัวหลักให้กับทีมมาโดยตลอดตั้งแต่ยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งผมมองว่าดีกรีนักเตะระดับนี้ ได้แชมป์มามากมาย ถ้าชั่วชีวิตนี้ไม่มีโอกาสได้แชมป์ยุโรปสวรรค์ก็คงใจร้ายเกินไป
ซึ่งปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายที่ทั้ง 4 คนจะได้อยู่ร่วมกัน รวมถึงนักเตะอย่าง เปาโล เฟอร์เรร่า ที่อยู่มาตั้งแต่ยุคนั้นก็ถือว่าชนะใจแฟนบอลได้ไม่แพ้กัน มีความจงรักภักดีและอดทนรอโอกาสที่จะได้เล่นมาโดยตลอด ผมว่าบทสรุปประจำฤดูกาล 2011 - 12 ต่อให้มีคนใดต้องจากไปก็นับว่าปิดฉากได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในความทรงจำของสโมสร
ผมเชื่อนะครับว่าหลังจากที่ทีมได้แชมป์สาวก "สิงห์บลู" เกือบทุกคนต้องเสียน้ำตาให้กับเกมนี้ มันเหมือนเป็นอะไรที่โคตรสะใจเพราะแชมป์นี้คือประวัติศาสตร์ของสโมสร.. ชื่อของ เชลซี กลายเป็นแชมเปี้ยนส์หน้าใหม่ของเวทียุโรปที่ถึงแม้จะไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่พวกเขาก็คือทีมที่มีองค์ประกอบในการคว้าแชมป์ไม่แพ้ใครเหมือนกัน
เกมนี้ทีมรักของผมเล่นสู้ไม่ได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ศักยภาพนักเตะยันรูปแบบการเล่น นี่ถ้าเป็นการแข่งขันชกมวย บาเยิร์น มิวนิค คงชนะไปอย่างขาดลอย แถมทางด้าน โธมัส มุลเลอร์ ก็มาทำประตูสุดสำคัญให้กับทีมในช่วงท้ายเกม ทำเอาผมตัวจากที่นั่งเกร็งกลายเป็นตัวเบาต้องพิงเก้าอี้พร้อมถอนหายใจ
สารภาพในฐานะลูกผู้ชายผมไม่คิดว่าทีมจะกลับมาได้ถึงแม้จะปรบมือพร้อมให้กำลังใจผ่านจอทีวีว่า "เห้ย เกมยังไม่จบ !!!"
คุณพ่อของผมหลังจากเห็นประตูของ มุลเลอร์ ก็เข้านอนทันทีเพราะไม่คิดเหมือนกันว่า เชลซี จะกลับมาได้ จนกระทั่งลูกเตะมุมหนแรกของทีมนำพาบอลจากเท้าของ ฆวน มาต้า ที่แอสซิสเป็นลูกที่ 20 ในฤดูกาลเดินทางเข้าหัว ดิดิเยร์ ดร็อกบา โขกบอลตุงตาข่ายเข้าไปจนทำให้เกมนี้ไม่จบที่ 90 นาที
อึ้งครับ ดีใจไม่สุด ออกแนวช็อคๆ งงๆ แต่พอรู้ว่าเข้าประตูจริงๆ ถึงได้ตะโกนลั่นบ้านจนอย่างเต็มกำลัง.. จนต้องมาต่อเวลาพิเศษแล้วก็เสียจุดโทษในจังหวะที่ ดร็อกบา ไปสะกิดขา ฟรองค์ ริเบรี่ ทำเอาคอมเมนเตเตอร์ใช้คำว่า "Hero to Zero" เลยทีเดียว.. ผมแทบอยากกราบขอบคุณ เพตเตอร์ เช็ก ที่งัดฟอร์มช่วงท้ายฤดูกาลจนมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์
จุดโทษ 6 ครั้งที่นายด่านชาวเช็กรายนี้ต้องดวลสามารถพุ่งได้ถูกทางทั้งหมด ปัดป้องลูกยิงของ อาร์เยน ร็อบเบน ได้อย่างปาฏิหารย์ แถมช่วงที่ต้องไปดวลจุดโทษหน้าตาของ เพตเตอร์ เช็ก ดูขรึมและมีออร่าอย่างมาก นี่อาจไม่ใช่นักเตะที่ทำให้ผมเชียร์ เชลซี เหมือน จานฟรังโก้ โซล่า แต่ก็ยอมรับว่าตั้งแต่ดูฟุตบอลมาผมรักนักเตะคนนี้มากที่สุด

ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากมาย แจ้งเกิดตั้งแต่ตอนยูโรฯ U 21 แถมทำผลงานได้ดีใน ยูโร 2004 ก่อนจะมาคว้าแชมป์กับ เชลซี และกระโหลกร้าวในปี 2006 ซึ่งมันมีหลายๆ ความทรงจำที่อยู่ใน เฮดการ์ด สีดำๆ ของ เพตเตอร์ เช็ก ซึ่งฉลองวันเกิดในค่ำคืนนั้นพอดี.. นี่คือสุดยอดของขวัญที่มีค่ามากที่สุดสำหรับตัวเขาเองเลยก็เป็นได้
ตอนดวลจุดโทษตัดสินชัยหลายฝ่ายมองว่าทีมจาก เยอรมัน ไม่น่าพลาด.. ครับ.. ผมก็คิดแบบนั้น แล้วยิ่งตอนที่สกอร์จุดโทษรวมกันอยู่ที่ 3 - 1 โอกาสกลับมาได้มันมีน้อยมาก เรียกว่ายากแบบถึงที่สุดเพราะเป็นฝ่ายยิ่งทีหลังด้วย ความกดดันมหาศาลถูกเทลงมาในฝั่งสีน้ำเงิน
แต่ตอนที่ อิวิก้า โอลิช ยิงไปติดเซฟของ เช็ก จนยาวไปถึงลูกชนเสาของ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ผมมั่นใจอย่างมากอีกครั้งว่าทีมจะต้องเป็นแชมป์ ! และสุดท้าย ดิดิเยร์ ดร็อกบา ก็ไม่พลาด ซัดจุดโทษเข้าประตูส่ง เชลซี เป็นแชมป์ยุโรปได้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
เกมนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม จอห์น เทอร์รี่ ถึงมีสิทธิ์ใส่เสื้อลงมาชูถ้วย ? ก็ต้องบอกว่าทางยูฟ่าอนุมัติให้แล้วนะครับว่าหากทีมได้แชมป์ กัปตันทีมคนนี้สามารถที่จะมาประกาศศักดิ์ดาให้คนทั่วโลกได้เห็น
ปลาบปลื้ม ประทับใจ ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไงจริงๆ ครับ.. ปาฏิหารย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนทางของสโมสรเดินทางอยู่บนเส้นด้ายมาโดยตลอดกว่าจะมาถึงจุดนี้.. ผ่าน ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น, บาเลนเซีย, ราซิ่ง เกงค์ ก่อนจะได้เล่นรอบน็อคเอาต์ แถมยังเนรมิตปาฏิหารย์ให้กับทีมแบบโคตรดราม่าจนทำให้ผู้ชมคิดว่านี่คือบทละครที่เขียนเอาไว้หรือเปล่า ?
ความพยายามของ โรมัน อบราโมวิช ในที่สุดก็สมหวัง ภาพการชูถ้วยของบรรดานักเตะ เชลซี รวมถึงตอนที่ "เสี่ยหมี" มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นเป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ เพราะหาได้ยากมากที่เจ้าของสโมสรจะลงมาคลุกคลีกับนักเตะแบบนี้
ผมขอยืมคำของ ดร็อกบา ที่เคยพูดเอาไว้ตอนได้แชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกว่า "The best moment" มาใช้ในเหตุการณ์นี้อีกครั้ง และอาจเป็นช่วงเวลาที่ดียิ่งกว่า เหนื่อยล้ากันมาหลายปีจนประสบผลสำเร็จในปี 2012 ซึ่งถือว่าเป็นการปิดจ็อบที่เข้าขั้นสมบูรณ์แบบ
ผมไม่ทราบหรอกนะครับว่าต่อจากนี้ไปสโมสรจะเป็นอย่างไร..
สิ่งเดียวที่ผมรู้ก็คือพวกเราสาวก "สิงห์บลู" พร้อมที่จะเชียร์คุณตลอดไปไม่ว่าในยอมที่ทีมท้อแท้หรือว่าสมหวังก็ตาม
เราจะจดจำเรื่องราวเหล่านี้ไว้.. ไม่ว่าพลพรรคสิงโตน้ำเงินครามชุดนี้จะกระจัดกระจายไปไหน ผมให้คำมั่นสัญญา..
เมื่อผมมีลูก.. ผมจะเล่าวีรกรรมอันแสนกล้าหาญครั้งนี้ให้ลูกของผมฟังเพื่อให้รู้ว่า...
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เท่ากับศักดิ์ศรีของมนุษย์ก็คือการไม่ยอมแพ้และสู้ต่อไปตราบเท่าที่ใจเรายังมีศรัทธา...
Petrboat



























