
"สิงห์บลู" โฉมใหม่.. ควรฝากความหวังไว้ที่ใคร !!!????
..........หากจะมีใครถามว่าสิ่งใดที่ยากกว่าการรักษามาตรฐานของการเป็น "แชมป์ยุโรป" สำหรับแชมป์ป้ายแดงอย่างทัพสิงโตน้ำเงินคราม.. ในมุมของผมคงเป็นเรื่องที่จินตนาการได้ลำบากหากจะนึกภาพของ เชลซี ที่ปราศจาก ดิดิเยร์ ดร็อกบา ในบทบาทศูนย์หน้าที่เป็นตัวกำหนดแนวทางการเล่นของทีมมาตลอด 8 ปีเต็ม
ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าช่วงที่ดาวยิงหมายเลข 11 ค้าแข้งในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ สร้างเรื่องราวอันน่าประทับใจไว้มาก โดยเฉพาะช่วงที่ทีมมีตัวริมเส้นระดับท็อปของยุโรปอย่าง อาร์เยน ร็อบเบน, โจ โคล, เดเมี่ยน ดัฟฟ์ รวมถึง ไรท์ ฟิลลิป ที่ต้องบอกว่ามีส่วนสำคัญไม่แพ้กันในการผลักดันศักยภาพของ ดร็อกบา ให้แสดงแสนยานุภาพออกมาได้ถึงที่สุด

ในเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 2005 ศูนย์หน้ารายนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็น "เจ้าเวหา" ด้วยการทะยานตัวขึ้นโขกประตูใส่ บาเยิร์น มิวนิค ในชนิดที่ว่าชงเอง ยิงเอง ได้อย่างหมดจด บอลจากแนวลึกเจอทางตันหาทางแก้ไขไม่พบ ก็โยนยาวไปข้างหน้าเดี๋ยว ดร็อกบา ก็จัดให้..
แทคติคง่ายๆ แต่ช่างยากที่จะหาคนที่เล่นได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้..
กำราบแนวรับคู่แข่งในพรีเมียร์ลีกได้มาแล้วแทบทุกทีม ซัลโวประตูในลีกไปทั้งหมด 100 ประตูพอดี ก่อนจะลาถิ่น เดอะ บริดจ์ ออกไปพร้อมผลงานที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาให้แก่สโมสรก็คือการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาครองได้หลังจากพยายามมากว่า 9 ปีเต็มตั้งแต่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2003
ผมให้นิยามว่า "เพอร์เฟค" ครับสำหรับสิ่งที่ ดร็อกบา พยายามทุ่มเทมาโดยตลอดกับสโมสร เกียรติยศครบเครื่อง เติมความฝันด้วยแชมป์ในระดับสโมสรทุกรายการ (ไม่นับยูฟ่า ซูเปอร์คัพ กับ ฟีฟ่า คลับเวิร์ลคัพ) จนมันทำให้ความยอดเยี่ยมจุดนี้เป็นปัญหาอันใหญ่หลวงที่ เชลซี ต้องเจออย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
คำถามที่ตามมาแบบไม่ต้องรอให้ถึงฤดูกาลใหม่ก็คือ เฟร์นานโด ตอร์เรส ดีพอที่จะสานต่อภาระอันใหญ่หลวงนั้นไหวหรือเปล่า ? ผลงานทุกรายการ 12 ประตูจาก 67 เกม กับค่าตัว 50ล้านปอนด์ถือว่าสอบตกอย่างถึงที่สุดหรือไม่ ? นั่นยังไม่สามารถที่จะให้คำตอบได้อย่างแน่ชัดเพราะตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่งที่ ตอร์เรส ย้ายมาเล่นให้กับ เชลซี ต้องตกอยู่ใต้ร่มเงาของ ดร็อกบา มาโดยตลอด
บางทีอาจเป็นข้ออ้างนัยๆ เพราะลงทุนซื้อตัวมาด้วยค่าตัวสถิติสโมสรขนาดนี้มันไม่ควรจะมีเหตุผลใดๆ เลยที่จะต้องตกอยู่ในสถานะ "พระรอง" แถมจะบอกว่าไม่ได้โอกาสเท่าที่ควรก็คงไม่ใช่นัก.. เพราะหลายครั้งที่ ดร็อกบา เจ็บหรือติดภารกิจไปเล่น แอฟฟริกัน เนชั่นคัพ ตอร์เรส ก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มจนการันตี 11 ตัวจริงได้เสียที
สิ่งที่พอจะหยิบมาพูดได้แบบมีเหตุผลหน่อยก็คงเป็นสภาพ เชลซี ในตอนนั้นขาดตัว "สร้างสรรค์" จึงไม่มีคนเปิดป้อนให้กับ ตอร์เรส ที่ถนัดลูกแอสซิสจากแนวลึกให้หลุดเดี่ยวไปดวลกับนายทวารแบบ 1 - 1 เพราะว่ารูปแบบการเล่นของ เชลซี ตั้งแต่ยุค อันเชล็อตติ เดินเกมช้าและเน้นความแน่นอนเป็นหลัก
แต่ก็เหมือนที่บอกไปครับ.. ค่าตัว 50 ล้านปอนด์ ที่มันกดดันอยู่บนหัวของ ตอร์เรส เองทุกครั้งที่ลงไปในสนามมันไม่น่าจะต้องมีออปชั่นขนาดที่ต้องหาคนมาถวายพานให้ ยิ่งการคว้าตัว ฆวน มาต้า มาเสริมทีมก็ต้องบอกว่าอาจจะเล่นได้ดีแต่ก็ไม่สามารถยกระดับความสามารถของ ตอร์เรส ได้อย่างเต็มตัว
นี่คือการมองทางทฤษฏีที่ใช้ตรรกะพิสูจน์จากภาพที่เห็น.. แต่เอาจริงๆ ผมไม่คิดแบบนั้นนะครับ.. ผมมองว่า ฆวน มาต้า เล่นได้น่าประทับใจ เชื่อมเกมดี ทักษะยอดเยี่ยม แต่ต้องยอมรับว่า มาต้า ไม่ใช่พ่อมดที่เจ๋งพอขนาดที่จะมาเสกเวทมนต์ให้คน 1 คนเก่งขั้นเทพได้เพียงตัวคนเดียว
เพราะฉะนั้นคำตอบที่ถูกต้องคือควรจะหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ มาต้า ซึ่งหวยก็ไปลงล็อคที่ มาร์โก มาริน กับ เอด็อง อาซาร์ 2 ดาวเตะร่างจิ๋วที่ต้องบอกว่าทำผลงานในเปิดสนามในเกมปรีซีซั่นกับ ซีแอตเทิ่ล ซาวนด์เดอร์ส ได้อย่างสวยหรูที่เหมาคนละ 1 ประตูจนทำให้ทีมเอาชนะไปได้ 4 - 2

ก่อนหน้านี้ที่ เอด็อง อาซาร์ จะเป็นข่าวกับ เชลซี ผมเคยคิดว่านักเตะรายนี้ถ้าหากย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายได้มากที่สุดในการเล่นเกมรุกเพราะปีที่ผ่านมาทีม "เรือใบสีฟ้า" เจอปัญหาเวลาพบกับทีมที่ถอยแนวรับลงไปยืนกันลึก จนปิดพื้นที่การผ่านบอลเท้าต่อเท้าของ แมนฯ ซิตี้ ได้อย่างหมดจด
ซึ่งสิ่งที่ โรแบร์โต้ มันชินี่ เล็งไว้ในการแก้ปัญหาก็คือน่าจะมีกองกลางตัวรุกที่มีสามารถเฉพาะตัวนอกจากการส่งบอลที่ดีอย่าง ดาบิด ซิลบา ก็คือประเภท "ขาลุย" แบบ อาซาร์ อยู่ในทีมสักคนเพราะถึงแม้ ซาเมียร์ นาสรี่ จะเล่นได้ดีแต่ก็ยังมีหลายๆ นัดที่ได้รับเครื่องหมายคำถาม
นึกถึงทีมที่เล่นมิดฟิลด์ตัวรุก 2 คนที่ผมชินตาที่สุดก่อนจะมาถึง แมนฯ ซิตี้ ทำเอาผมนึกถึง เอซี มิลาน ชุดแชมป์ยุโรปปี 2007 ที่ คาร์โล อันเชล็อตติ ปั้นทางด้าน คลาเลนซ์ เซดอฟฟ์ กับ ริคาร์โด้ กาก้า จนพาทีมมีชัยในที่สุด.. คนนึงเก่งเรื่องชั้นเชิงนั่นก็คือ เซดอฟฟ์ ส่วนอีก 1 รายถนัดเรื่องการลุยกับวิสัยทัศน์ซึ่งนั่นก็เป็น กาก้า อย่างไม่ต้องสงสัย
ปีที่ผ่านมา ดาบิด ซิลบา โชว์ฟอร์มได้โหดขั้นเทพสมกับเป็นจอมทัพเบอร์ 1 ของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้แต่ต้องบอกว่าสไตล์การเล่นของ ซิลบา เป็นประเภท "เพลย์เมกเกอร์กระทิงดุ" ที่เน้นความฉลาดในการเล่นและทักษะเป็นหลักมากกว่าที่จะเน้นการลุยไปกับบอลด้วยตนเอง
ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของ เชลซี แบบโคตรๆ ที่คว้าตัวนักเตะรายนี้มาครอง.. เหมือนได้โชค 2 ชั้นจริงๆ นะครับหลังจากคว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้ ก็เลยมีผลตามมาให้มีแรงดึงดูดทางการตลาดของ เชลซี อัพกระโดดแบบคูณ 10 เพราะถ้าแพ้ในเกมชิงดำกับ บาร์เยิน มิวนิค อนาคตของสโมสรมันจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที
ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าหากในทีมมีสุดยอดผู้เล่นอย่าง มาต้า ที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในปีก่อนกับ เอด็อง อาซาร์ ดาวรุ่งว่าที่ "ซุปตาร์" ในอนาคตอยู่ในทีมร่วมกัน.. เมื่อเป็นเช่นนั้นมันทำให้หลายๆ คนนึกถึงภาพ เฟร์นานโด ตอร์เรส ชัดเจนมากกว่า ดร็อกบา ที่แปรสภาพกลายเป็น "ตำนาน" ในปัจจุบัน
เพราะอะไร ? เหมือนที่ผมเกริ่นไว้ในหัวเรื่องว่าศูนย์หน้า 1 คนสามารถกำหนดแนวทางการเล่นของทีมได้เหมือนกัน.. แล้วเช่นกัน.. การที่ เชลซี จะฝากความหวังไว้กับ ตอร์เรส แล้วมีนักเตะอย่าง อาซาร์ กับ มาต้า นั่นน่าจะทำให้โอกาสที่เราจะเห็น ตอร์เรส กลับมาโชว์ฟอร์มดีอีกครั้งไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
องค์ประกอบของทีมเริ่มเอื้ออำนวยต่อสไตล์การเล่นของ ตอร์เรส มากขึ้น.. ไม่ใช่ว่าสร้างทีมเพื่อ ตอร์เรส นะครับ.. อย่าเข้าใจกันผิด เพราะที่จริงมันเป็นความลงตัวที่เริ่มชัดเจนขึ้นมากกว่าเพราะการมีคนทำเกมแบบนี้อยู่ในทีมน่าจะช่วยยกระดับของ ตอร์เรส ได้ไม่มากก็น้อย

พร้อมกันนี้ยังมีนักเตะอีกหลายรายที่กำลังเดินหน้าเข้ามาสู่อาณาจักรของ โรมัน อบราโมวิช ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นการทำทีมแบบสร้างอนาคตอย่างเห็นได้ชัด.. ผมติดตามฟอร์มของ อาซาร์ มาบ้างจากเกมลีกเอิงก็ต้องบอกว่าประทับใจในบุคลิกของหมอนี่ที่กล้าเลี้ยงกล้าลุย และการส่งบอลก็ต้องบอกว่าไม่ขี้เหร่เลยทีเดียว
ยิ่งมาผนวกกับเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุดที่ถึงแม้จะเป็นเกมปรีซีซั่นแต่มันก็ทำให้ผมอดนึกคิดถึงทีมโฉมใหม่ในฤดูกาลหน้าไม่ได้.. ทักษะที่ยอดเยี่ยม ความเร็วอันปราดเปรื่อง บอกตรงๆ นักเตะแบบนี้ผมว่าน่าลงทุนจริงๆ กับค่าตัว 32 ล้านปอนด์ เพราะถ้าเกิดแจ็คพอตออกมาถูกหวยก็เท่ากับว่าได้นักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมแล้ว 1 คน
ส่วนทาง มาร์โก มาริน ก็เล่นได้น่าประทับใจเลยครับ ไม่ได้เห็นนักเตะที่ไปกับบอลได้คล่องแคล่วแบบนี้มานานแล้วกับ เชลซี.. เน้นเจาะเกมริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วลากตัดเข้ามาตรงกลาง เป็นภาพคุ้นตาที่เห็นได้ง่ายแต่จะปฏิบัติได้ต้องอาศัยความชำนาญอย่างหนัก แม้จะติดเลี้ยงบอลเยอะไปบ้าง แต่ก็ต้องบอกว่าสอบผ่านสำหรับการลงเล่นเกมแรก
รวมถึงพวก เควิน เดอร์ บรุยน์ ที่ย้ายเข้ามาใหม่ กอปรกับการที่มีหน้าเก่าที่รอวันแจ้งเกิดอย่าง จอสช์ แม็คเอแคร่น และ ลูคัส เปียซอน อยู่ในทีม.. เรียกว่าถ้าวางแผนดำเนินงานดีๆ โอกาสที่จะมีนักเตะพรสวรรค์สูงๆ เงยหน้าขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ต่อไปไม่ใช่เรื่องที่ตลกสำหรับทีมที่มีนโยบายเน้นการซื้อขายมาโดยตลอด
ด้วยภาพความจริง ณ ปัจจุบัน.. ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปจริงๆ ถ้าแฟนบอลจะมีโอกาสได้เห็น เชลซี เล่นได้แบบเอนเตอร์เทนภายใต้นักเตะชุดใหม่ที่กำลังมีความกระหายอย่างหนัก..
โรแบร์โต้ ดิ มัตเทโอ้ อาจไม่ใช่คนที่ทำทีมเล่นสั้นๆ เคาะบอลสวยหรูแต่ศักยภาพของตัวนักเตะเองก็มีส่วนสำคัญในการเลือกแทคติคที่เหมาะสมสำหรับทีม.. ระบบ 4 - 2 - 3 - 1 ที่ใช้เมื่อฤดูกาลก่อนในเวอร์ชั่นรัดกุมอาจถูกเปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นสปีดติดจรวดด้วยนักเตะอนาคตอย่าง เอด็อง อาซาร์ รวมถึง เฟร์นานโด ตอร์เรส ที่รอวันกลับมาเกิดใหม่..
ขนาดแชมป์ยุโรปที่ว่ายาก เชลซี ยังอุตส่าห์ทำได้..
ผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากเกินไปที่ "ตอร์เรส - มาต้า - อาซาร์" จะเนรมิต เชลซี โฉมใหม่ให้ยิ่งใหญ่ในบัดดล...
Petrboat
http://www.facebook.com/Petrboat
ไม่ได้เขียนมา 2 เดือนเต็ม ถ้าหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ






























